AMT News.

มาแล้ว!!! เส้นทางสู่มหาวิทยาลัย ปี 59

เส้นทางสู่มหาวิทยาลัย ปี 59
โดย พี่หนึ่ง ทรูปลูกปัญญา :)

น้อง ๆ เคยไปเชียงใหม่มั้ยครับ จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ไปอย่างไรได้บ้าง บางคนมีรถส่วนตัวก็อาจขับรถไปแบบชิว ๆ  หลายคนอยากไปกับเพื่อนเยอะ ๆ ก็อาจนั่งรถทัวร์หรือรถไฟไปด้วยกัน บางคนรีบอยากถึงเร็วก็อาจนั่งเครื่องบินไป เห็นมั้ยครับว่ามีหลายวิธีที่จะทำให้เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ได้ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นก็เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละคน การเข้ามหาวิทยาลัยก็เช่นกันครับ มีหลากหลายเส้นทางให้เลือกตามความเหมาะสมและความสามารถของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมดนี้น้อง ๆ ควรรู้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับตนเอง

"เพราะนี่คือการแข่งขัน หากทางมีหลายทาง เราจะเลือกทางที่มีคู่แข่งเยอะไปทำไม และถ้าเลือกได้มากกว่าหนึ่งทาง เราจะปิดโอกาสตัวเอง เลือกแค่ทางเดียวทำไมครับ"

เส้นทางสู่มหาวิทยาลัย มีหลากหลายเส้นทางให้น้อง ๆ ได้เลือก จะมีทางใดบ้าง แตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลย



เส้นทางสู่มหาวิทยาลัย
1. ระบบรับตรงและโควตา
1.1 รับตรง
1.2 รับตรงร่วมกัน (Clearing-house)
2. ระบบ Admissions
3. หลักสูตรนานาชาติ
4. เอกชน

1. รับตรงและโควตา
เส้นทางแรกที่เราจะเจอก่อนเลย นั่นก็คือ "ระบบรับตรง" นั่นเองครับ ถือเป็นเส้นทางที่น่าสนใจมาก เพราะมีการคัดเลือกก่อน "ระบบรับกลาง" หรือ "Admissions" เรียกได้ว่าถ้าได้คณะและมหาวิทยาลัยที่อยากได้ตั้งแต่รอบรับตรงก็สบายใจได้เลยว่า มีที่เรียนแน่นอน แต่ถ้าพลาดก็ถือว่าเป็นการฝึกฝีมือเพราะยังมีรอบ Admissions รออยู่

ข้อดีของระบบรับตรง คือ มีจำนวนรับเยอะแต่คู่แข่งน้อย เมื่อเทียบกับ Admissions  ดังนั้นแนะนำให้น้อง ๆ ศึกษาว่าคณะและมหาวิทยาลัยที่เราสนใจมีรับตรงหรือไม่ หากมีก็ควรเก็บรับตรงก่อนเลย และนอกจากรับตรงจะมีรอบก่อน Admissions แล้ว ยังมีรอบหลัง Admissions อีกด้วย

รับตรง
"รับตรง" หรือ "สอบตรง" คือ ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบรับตรง
พูดง่าย ๆ ก็คือ สถาบันเป็นผู้รับหรือจัดสอบโดยตรง นั่นเพราะสถาบันต่าง ๆ ต้องการคัดเลือกนักศึกษาที่มีคุณภาพเข้าศึกษาในสถาบันของตน จึงให้สัดส่วนและความสำคัญกับการรับตรงมากขึ้น ซึ่งบางคณะบางสถาบันมีรับเฉพาะรอบรับตรงเท่านั้น ไม่มีรอบ Admissions และน้อง ๆ จะเห็นว่ามีข่าวการรับสมัครกันตั้งแต่ต้นเทอมแรกเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นควรจะต้องเตรียมตัวกันเสียแต่เนิ่น ๆ ครับ ไม่เช่นนั้นไม่ทันแน่นอน

โควตา
"โควตา" ถือเป็นระบบรับตรงประเภทหนึ่ง มีชื่อเรียกหลากหลายแล้วแต่สถาบัน เช่น โควตา, โควตาพิเศษ, โครงการพิเศษ หรือรับตรงวิธีพิเศษ พูดง่าย ๆ โควตา ก็คือรับตรงนั่นเอง แต่มีความพิเศษกว่าตรงที่มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครไว้แบบเฉพาะเจาะจง กว่า ซึ่งมีคนไม่มากนักที่มีคุณสมบัติแบบนั้น และนั่นทำให้โควตาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเพราะมีคู่แข่งน้อยมาก เพราะฉะนั้นน้อง ๆ ลองตรวจสอบดูครับ ว่าเรามีคุณสมบัติตรงตามโควตาประเภทใดหรือไม่ ถ้ามีและเป็นคณะหรือสาขาที่เราสนใจ อย่ารอช้า สมัครเลย...

ประเภทของโควตา
1. โควตาเรียนดี สำหรับผู้ที่มีผลการเรียนดี
2. โควตาพื้นที่ สำหรับผู้ที่อยู่เฉพาะภูมิลำเนา เน้นการกระจายโอกาสทางด้านการศึกษา เช่น โควตาภาคเหนือ 17 จังหวัด
3. โควตาผู้มีความสามารถ สำหรับผู้ที่มีความสามารถเฉพาะด้าน เช่น
- โควตาด้านวิชาการ เช่น โควตาโอลิมปิกวิชาการ
- โควตาด้านกีฬา
- โควตาด้านดนตรีและการแสดง
4. โควตาอื่น ๆ เช่น
- โควตาโรงเรียน
- โควตาลูกหลานบุคลากร
- โควตาด้านคุณธรรมจริยธรรม

คราวนี้เรามาดูกันว่า หากน้อง ๆ สนใจระบบรับตรงและโควตาควรจะต้องรู้เรื่องอะไรกันบ้าง

คุณสมบัติของผู้สมัคร
ระบบรับตรงนั้นแต่ละคณะและสถาบันจะกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครไว้แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นระดับการศึกษา เกรดเฉลี่ยสะสม และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ เรามาทำความเข้าใจคุณสมบัติแต่ละอันกันเลย
1. ระดับการศึกษา
มีกำหนดหลายรูปแบบแล้วแต่คณะและสถาบัน เช่น
- กำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หมายถึง ผู้ที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม. 6
- สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หมายถึง ผู้ที่จบชั้น ม. 6 แล้ว ซึ่งเด็กซิ่วก็จัดอยู่ในหมวดนี้
- เทียบเท่า หมายถึง ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาเทียบเท่า ม. 6 นั่นก็คือ กศน. และ ปวช.
- สายการเรียน บางคณะจะกำหนดสายการเรียนว่า เฉพาะสายวิทย์-คณิตเท่านั้น
2. GPAX (เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย)
รับตรงนั้นโดยทั่วไปมีทั้งกำหนดและไม่กำหนดเกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) ขั้นต่ำ
หากกำหนดจะใช้เกรด 4, 5 หรือ 6 เทอม แล้วแต่โครงการ
- เกรดเฉลี่ยสะสม 4 ภาคการศึกษา คือ เกรด ม. 4 และ ม. 5
- เกรดเฉลี่ยสะสม 5 ภาคการศึกษา คือ เกรด ม. 4, ม. 5 และ ม. 6 เทอม 1
- เกรดเฉลี่ยสะสม 6 ภาคการศึกษา คือ เกรด ม. 4, ม. 5 และ ม. 6
เกรดเฉลี่ยสะสมหากกำหนดจะมีตั้งแต่ 2.25, 2.50, 2.75, 3.00, 3.25, 3.50 ตามแต่คณะและสถาบันจะกำหนด ซึ่งอันนี้แสดงให้เห็นว่าเกรดชั้น ม. 4 และ ม. 5 นั้นสำคัญ เพราะฉะนั้นเตือนไว้ก่อนสำหรับน้อง ม. 4 และ ม. 5 อย่าเอาเวลาไปทำกิจกรรมซะเพลินจนทำให้เกรดตกนะครับ เพราะถ้าเกรดไม่ถึงน้องจะพลาดโอกาสนี้ไปทันที
3. คุณสมบัติอื่น ๆ
บางคณะอาจกำหนดคุณสมบัติอื่น ๆ หรือคุณสมบัติพิเศษบางอย่างไว้ โดยเฉพาะรับตรงประเภทโควตา โครงการพิเศษ หรือรับตรงวิธีพิเศษ เช่น กำหนดว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น หรือเคยผ่านโครงการโน่นนี่นั่นมาแล้ว แนะนำว่าน้อง ๆ ควรอ่านระเบียบการโดยละเอียด จะได้ไม่พลาดในจุดนี้ แต่หากน้อง ๆ ดูใน "ศูนย์ข่าวรับตรง" ของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญา พี่ ๆ ทีมงานจะช่วยย่อยข้อมูลและบอกรายละเอียดที่สำคัญไว้ให้แล้ว รับรองว่าน้อง ๆ ไม่พลาดข้อมูลที่สำคัญแน่นอน

เกณฑ์การคัดเลือก
เกณฑ์การคัดเลือกของระบบรับตรงนั้น แน่นอนว่าทุกที่มีการสอบสัมภาษณ์ แต่ก่อนจะผ่านไปถึงรอบสัมภาษณ์ได้นั้น แต่ละสถาบันจะมีเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกัน ทั้งการคัดเลือกจากเกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) เพียงอย่างเดียวหรือใช้คะแนนจากการสอบวิชาสามัญ, GAT/PAT, O-Net หรือการจัดสอบเองร่วมด้วย การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยโดยระบบรับตรง ปีการศึกษา 2559 นั้น ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้มีมติให้มีการ "รับตรงร่วมกัน" พูดง่าย ๆ ก็คือ "ใช้ข้อสอบร่วมกัน" เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายจากการสอบของนักเรียน ซึ่งข้อสอบที่ ทปอ. กำหนดให้ใช้ร่วมกัน ก็คือ "วิชาสามัญ 9 วิชา" ที่จัดสอบโดย สทศ. นั่นเอง

วิชาสามัญ 9 วิชา
คือ การทดสอบวิชาสามัญเพื่อนำผลไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบรับตรง ซึ่งหลายคนเรียกง่าย ๆ ว่า 9 วิชาสามัญ ประกอบด้วยวิชาคณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย, สังคมศึกษา, คณิตศาสตร์ 2 และวิทยาศาสตร์ทั่วไป จัดสอบโดย สทศ. ซึ่ง 9 วิชาสามัญ นี้ก็พัฒนามาจาก 7 วิชาสามัญ โดยเพิ่มวิชาคณิตศาสตร์ 2 และวิทยาศาสตร์ทั่วไป เพื่อเด็กสายศิลป์นั่นเอง

รูปแบบเกณฑ์การคัดเลือกของระบบรับตรง
แต่ละคณะและสถาบันจะมีการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถจัดรูปแบบได้ดังนี้
- GPAX + สัมภาษณ์
- สอบวิชาเฉพาะ + สัมภาษณ์
- O-NET + สัมภาษณ์
- GAT/PAT + สัมภาษณ์
- 9 วิชาสามัญ + สัมภาษณ์
- O-NET + GAT/PAT + สัมภาษณ์
- O-NET + สอบวิชาเฉพาะ + สัมภาษณ์
- GAT/PAT + 9 วิชาสามัญ + สัมภาษณ์

Q : จำเป็นต้องสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ 9 วิชา ครบทุกวิชามั้ย
A : ไม่จำเป็นครับ น้อง ๆ ดูในระเบียบการรับสมัครว่าคณะและสถาบันทั้งหมดที่สมัครใช้คะแนนวิชาอะไรบ้าง แล้วเลือกสอบเฉพาะวิชาที่ใช้เท่านั้น แต่อย่าลืมว่า O-NET ต้องสอบครบทุกวิชานะครับ ไม่งั้นไม่จบแน่นอน

Q : สมัครสอบ O-NET, GAT/PAT และวิชาสามัญ 9 วิชา ได้ที่ไหน
A : เว็บไซต์ของ สทศ. http://www.niets.or.th
สำหรับน้อง ม. 6 O-NET โรงเรียนจะสมัครให้ ส่วน GAT/PAT และวิชาสามัญ 9 วิชา ต้องสมัครเอง
สำหรับน้องที่เรียน กศน. และ ปวช. ทั้ง O-NET, GAT/PAT และวิชาสามัญ 9 วิชา ต้องสมัครเอง

รับตรง Step by step
สนใจอยากสมัครรับตรงควรทำอย่างไร
1. ติดตามข่าวประกาศรับสมัครจากเว็บไซต์ของสถาบัน หรือ "ศูนย์ข่าวรับตรง" ของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาซึ่งรวบรวมข่าวรับตรงไว้มากมาย
2. สมัครด้วยตนเองที่สถาบัน ก็ชำระเงินค่าสมัครและยื่นเอกสารหลักฐานที่สถาบันเลย แต่หากสมัครผ่านเว็บไซต์ของสถาบัน ก็ชำระเงินค่าสมัครผ่านธนาคาร และยื่นเอกสารหลักฐานผ่านทางไปรษณีย์
3. หากกำหนดให้ใช้คะแนน GAT/PAT และวิชาสามัญ 9 วิชา ดูว่าคณะที่สมัครทั้งหมดใช้คะแนนวิชาอะไรบ้าง แล้วสมัครสอบเฉพาะวิชาที่ใช้ จากนั้นไปสอบแล้วรอผลคะแนน (ติดตามรายละเอียดการรับสมัครและการสอบจากเว็บไซต์ของ สทศ. หรือเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญา)
4. หากกำหนดให้สอบวิชาเฉพาะหรือความถนัดทางวิชาชีพที่สถาบันจัดสอบเอง ให้ไปสอบ ซึ่งหลายสถาบันจัดสอบพร้อมการสอบสัมภาษณ์
5. รอประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์ หากมีรายชื่อก็ให้น้อง ๆ ไปสอบสัมภาษณ์ แล้วรอประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา หากไม่มีรายชื่อก็ไม่ต้องเสียใจ กลับไปดูขั้นตอนแรก เพราะรับตรงที่น่าสนใจมีอีกเพียบ ถ้ายังไม่ได้ก็ยังมีรอบ Admissions รอเราอยู่
6. หากเราผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันที่เข้าร่วมระบบรับตรงร่วมกัน ทางสถาบันจะส่งรายชื่อเราเข้าระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ (Clearing-house) เพื่อให้เรายืนยันสิทธิ์การเข้าศึกษาเพียงสถาบันเดียว โดยการยืนยันสิทธิ์นี้เราจะถูกจะตัดสิทธิ์การสมัคร Admissions ด้วย แต่หากเรายังไม่พอใจกับคณะหรือสถาบันที่ได้ก็สามารถสละสิทธิ์หรือไม่ต้อง ยืนยันสิทธิ์เพื่อผ่านไปสมัครรอบ Admissions และหากน้อง ๆ อยากรู้ว่าสถาบันใดตัดหรือไม่ตัดสิทธิ์ผ่านเคลียริ่งเฮ้าส์ก็สามารถดูได้จากระเบียบการรับสมัครที่มีบอกไว้ชัดเจน

ระบบเคลียริงเฮาส์ (Clearing-house)
ดำเนินการโดยสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) โดยการรวบรวมและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในระบบรับตรงและโควตาของสถาบันต่าง ๆ ที่มีข้อตกลงในการใช้ระบบ Clearing-house เพื่อให้ผู้ผ่านการคัดเลือกยืนยันสิทธิ์การเข้าศึกษาเพียงแห่งเดียวภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา สถาบันต่าง ๆ มีการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อโดยระบบรับตรงและโควตามากขึ้น ทำให้มีผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในระบบรับตรงและโควตาหลายแห่ง ยืนยันสิทธิ์การเข้าศึกษามากกว่า 1 แห่ง และยอมชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาในสถาบันทุกแห่ง แต่ไม่แจ้งสละสิทธิ์ไปยังสถาบันที่ไม่เข้าศึกษา ทำให้สถาบันเหล่านั้นไม่สามารถรับนักศึกษาทดแทนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน ทำให้เกิดที่เรียนว่างเป็นจำนวนมาก สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) จึงเห็นชอบให้แก้ปัญหาดังกล่าวโดยใช้ระบบ Clearing-house ดังนั้นผู้ที่ยืนยันสิทธิ์ในระบบ Clearing-house จะได้สิทธิ์เฉพาะสถาบันที่เลือกเท่านั้น โดยทาง สอท. จะตัดสิทธิ์การเข้าศึกษาในสถาบันอื่น รวมทั้งตัดสิทธิ์การสมัครในระบบกลาง (Admissions) ด้วย

กสพท
"กสพท" เป็นการสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ 13 สถาบัน และคณะทันตแพทยศาสตร์ 7 สถาบัน ถือเป็นรับตรงอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นช่องทางหลักของการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ เพราะคณะแพทยศาสตร์มีเฉพาะรอบรับตรงของสถาบันและรับตรงผ่าน กสพท. เท่านั้น ไม่มีรอบ Admissions ส่วนคณะทันตแพทยศาสตร์มีทั้งรอบรับตรงและ Admissions

น้อง ๆ สามารถติดตามข่าวรับตรงและโควตาของสถาบันต่าง ๆ ได้จาก "ศูนย์ข่าวรับตรง" ของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญา ซึ่งเราได้รวบรวมข่าวรับตรงและโควตาจากสถาบันต่าง ๆ ทั่วประเทศไว้มากมาย อัพเดทรวดเร็ว แบ่งกลุ่มคณะตามความสนใจ พร้อมย่อยข้อมูลให้อ่านง่าย มีระบบค้นหาทั้งจากสถาบันและกลุ่มคณะ สามารถบันทึกคณะที่สนใจเก็บไว้ได้ และนอกจากนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนการเปิดและปิดรับสมัครผ่านอีเมลอีกด้วย

2. แอดมิชชั่น (Admissions)
"แอดมิชชั่น (Admissions)" คือ ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลาง ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) ระบบการคัดเลือกนี้น้อง ๆ สามารถเลือกคณะและสาขาวิชาได้ 4 อันดับ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกจากองค์ประกอบและค่าร้อยละของ GPAX 20%, O-NET (5 วิชา) 30% และ GAT/PAT 50%

องค์ประกอบของ Admissions

GPAX
คือ เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
พูดง่าย ๆ ก็คือ เกรดเฉลี่ยสะสม 6 ภาคเรียน หรือเกรดเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ ม. 4-6 นั่นเอง

O-NET
คือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน โดยใช้คะแนนเฉพาะ 5 กลุ่มสาระที่ สทศ. จัดสอบ คือ คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย และสังคมศึกษา

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ O-NET
- เด็ก ม.6 ทุกคนต้องสอบ และต้องสอบให้ครบทุกวิชาภายในปีการศึกษานั้น
- สอบได้แค่ครั้งเดียว คะแนนติดตัวไปตลอดชีวิต
- เด็กสายอาชีพสอบได้แต่ต้องสมัครเอง ส่วนเด็ก ม.6 โรงเรียนสมัครให้

GAT/PAT
GAT (General Aptitude Test) หรือ ความถนัดทั่วไป คือ การวัดศักยภาพในการเรียนในมหาวิทยาลัยให้ประสบความสำเร็จ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1. ความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า GAT เชื่อมโยง 50 %
2. ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า GAT ภาษาอังกฤษ 50 %

PAT (Professional and Academic Aptitude Test) หรือ ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ คือ การวัดความรู้พื้นฐานและศักยภาพที่จะเรียนในวิชาชีพนั้น ๆ ให้ประสบความสำเร็จ มี 7 ประเภท คือ
1. PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์
2. PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
3. PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
4. PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
5. PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู
6. PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
7. PAT 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ
PAT 7.1 ภาษาฝรั่งเศส
PAT 7.2  ภาษาเยอรมัน
PAT 7.3  ภาษาญี่ปุ่น
PAT 7.4  ภาษาจีน
PAT 7.5  ภาษาอาหรับ
PAT 7.6  ภาษาบาลี

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ GAT/PAT
- 1 ปีการศึกษา สามารถสอบได้ 2 ครั้ง ใช้ยื่นได้ทั้งรอบรับตรงและรอบ Admissions
- ไม่ต้องสอบทุกวิชา เลือกสอบเฉพาะวิชาที่ใช้ก็พอ
- เด็กซิ่วสามารถสอบ GAT/PAT ใหม่ได้ทุกปี

องค์ประกอบและค่าร้อยละของ Admissions ปี 2558
***ไม่ใช่ของปี 2559 แต่สามารถใช้ดูเป็นแนวทางได้

กลุ่ม คณะ GPAX O-NET GAT PAT
1 สัตวแพทยศาสตร์, สหเวชศาสตร์, 20% 30% 20% PAT 2 30%
  สาธารณสุขศาสตร์, เทคนิคการแพทย์,        
  พยาบาลศาสตร์, วิทยาศาสตร์กีฬา        
  ทันตแพทยศาสตร์ 20% 30% 20% PAT 1 10%, PAT 2 20%
  เภสัชศาสตร์ 20% 30% 10% PAT 2 40%
2 วิทยาศาสตร์, ทรัพยากรธรรมชาติ 20% 30% 10% PAT 1 10%, PAT 2 30%
  เทคโนโลยีสารสนเทศ 20% 30% 10% PAT 1 20%, PAT 2 20%
3 วิศวกรรมศาสตร์ 20% 30% 15% PAT 2 15%, PAT 3 20%
4 สถาปัตยกรรมศาสตร์ 20% 30% 10% PAT 4 40%
5 เกษตรศาสตร์, อุตสาหกรรมเกษตร, 20% 30% 10% PAT 1 10%, PAT 2 30%
  วนศาสตร์, เทคโนโลยีเกษตร        
6 บริหารธุรกิจ ,พาณิชยศาสตร์ 20% 30% 30% PAT 1 20%
  การบัญชี, เศรษฐศาสตร์        
  การท่องเที่ยวและการโรงแรม        
  รูปแบบที่ 1 20% 30% 50%  
  รูปแบบที่ 2 20% 30% 40% PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 10%
7 ครุศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, พลศึกษา, สุขศึกษา        
  รูปแบบที่ 1 20% 30% 20% PAT 5 30%
  รูปแบบที่ 2 20% 30% 10% PAT 5 20%, PAT 1/2/3/4/6/7 (เลือก 1 วิชา) 20%
8 ศิลปกรรมศาสตร์, วิจิตรศิลป์, ศิลปประยุกต์, 20% 30% 10% PAT 4/6 (เลือก 1 วิชา) 40%
  ดุริยางคศิลป์, นาฏศิลป์,        
  ศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์, ศิลปะการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม        
9 มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, นิเทศศาสตร์,        
  วารสารศาสตร์, อักษรศาสตร์, ศิลปศาสตร์,        
  มนุษยศาสตร์, รัฐศาสตร์, นิติศาสตร์        
  สังคมวิทยา, สังคมสงเคราะห์ศาสตร์        
  พื้นฐานวิทยาศาสตร์ 20% 30% 30% PAT 1 20%
  พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 20% 30% 50%  
  พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 2 20% 30% 30% PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 20%


ตารางสอบ O-NET, GAT/PAT, 9 วิชาสามัญ และกำหนดการ Admissions



3. หลักสูตรนานาชาติ
เดิม "หลักสูตรนานาชาติ" หรือ "หลักสูตรอินเตอร์" มีไว้เพื่อรองรับนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติเป็นหลัก แต่การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนทำให้หลักสูตรนานาชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีจำนวนรับเยอะ คู่แข่งน้อย วิชาที่สอบก็น้อย และสอบได้หลายครั้ง เสียที่ค่าเทอมอาจจะสูงหน่อย แต่ถ้าเรามีความสามารถที่จะจ่ายได้ก็ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว เพราะเมื่อจบการศึกษา นอกจากความรู้แล้วเราจะได้ภาษามาด้วยเต็ม ๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นทักษะที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้ในอนาคต

หลักสูตรนานาชาติ มีทั้งในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน แต่มีเฉพาะบางคณะเท่านั้น ช่องทางในการเข้าศึกษาก็มีทั้งผ่านระบบรับตรงและระบบ Admissions ซึ่งหากน้อง ๆ สนใจก็สามารถติดตามข่าวประกาศรับสมัครจากเว็บไซต์ของสถาบัน หรือ "ศูนย์ข่าวรับตรง" ของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาซึ่งก็รวบรวมข่าวรับตรงของหลักสูตรนานาชาติหรือหลักสูตรอินเตอร์ไว้ด้วยเช่นกัน

4. มหาวิทยาลัยเอกชน
เป็นเส้นทางสุดท้าย แต่อาจเป็นตัวเลือกแรกของน้องหลายคน เพราะหลายสถาบันมีชื่อเสียงไปไม่น้อยกว่าสถาบันของรัฐเลย แถมยังได้เปรียบในเรื่องของอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัยและครบครันกว่า ซึ่งในหลายสถาบันก็มีทุนการศึกษาให้ได้เรียนกันฟรี ๆ ด้วย ส่วนช่องทางในการเข้าศึกษาก็มีทั้งผ่านระบบรับตรงและระบบ Admissions เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยของรัฐ

เรียบเรียง : ธนัญกรณ์ จิรพัฒน์คุณากร
ข้อมูล : พีชยา คงเสาร์
ภาพประกอบ : รัฐจิตา รัชตขจรกิจ

ติดตามข่าวรับตรง แอดมิชชั่น เทคนิคการสอบ และแนะแนวการศึกษาต่อ
ได้ที่แฟนเพจ Admissions by TruePlookpanya
https://www.facebook.com/AdmissionsbyTruePlookpanya